วันอาทิตย์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2558

อดีตบางเรื่องปัจจุบันไม่แตกต่าง

              ายฝนกระหน่ำเมื่อช่วงเช้าตรูของวันอาทิตย์ ( ๒๙ มี.ค. ๕๘) วันที่หลายคนมีความสุขกับครอบครัว จึงทำให้เช้านี้สดใสจากหยาดน้ำฝน ที่ค้างอยู่บนใบไม้ ยอดหญ้า เมื่อกระทบกับแสงแรกของดวงอาทิตย์ แต่สำหรับผมแค่กาแฟร้อนๆ หอมกรุ่น อร่อยๆ สักแก้วกับหนังสือดีๆสักเล่มให้อ่านก็สุขแล้ว..
              หนังสือ "ริ้วรอย แห่ง ความอัปลักษณ์" ที่เขียนโดยคุณสมรม สทิงพระ จัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์ศิลปวรรณกรรม ที่พิมพ์ครั้งที่ ๑ ในเดือนตุลาคม ปีพ.ศ.๒๕๓๐ ถือเป็นหนังสือเก่าเล่มหนึ่งที่จัดพิมพ์เมื่อ 28 ปีที่ผ่านมา ซึ่งผมหยิบมาอ่านในช่วงเช้าวันนี้ จริงๆผมอ่านหนังสือเล่มนี้มาหลายวัน หลายตอนแล้ว แต่ก็ยังอ่านไม่จบเล่ม และตอนนี้ก็ยังอ่านไม่จบ เหลืออีกประมาณตอนกว่าๆนิดนึง 
          หนังสือเล่มนี้ เป็นเรื่องราวสารคดีแห่งชีวิต ในสังคมไทย หลากหลายแง่มุม ทั้งเรื่องราวของคนในคุก โสเภณี การถูกข่มขืน การทำแท้ง เบื้องหลังการประกวดขาอ่อน หรือประกวดนางงาม ฯลฯ เรื่องราว และข้อมูลที่เกิดขึ้นมากกว่า ๓๐ ปี และอาจมากกว่านั้นอีก สำหรับผมแล้วการได้อ่านหนังสือเล่มนี้ เสมือนหนึ่งได้รับรู้
เรื่องราว "ข่าวตกขอบ" ที่เกิดขึ้นในสังคมไทยในยุคนั้นๆ โดยเฉพาะเรื่องราวของ "การประกวดนางงามในอดีต"  
         "พวกที่ได้ตำแหน่งจะมีสักกี่คนที่จะมีชีวิตสดชื่นอย่างแท้จริง คือก้าวไปสู่ตำแหน่งการงานที่ดี มีโอกาสเป็นคุณหญิงคุณนาย หรืออาจจะมีชื่อเสียงโด่งดังในวงการบันเทิงสักพักหนึ่ง แล้วก็เงียบหายไป" 
          คำพูดเหล่านี้ แม้จะอ้างอิงมาจากเรื่องราวในอดีตของผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ แต่ผมยังเชื่อว่าคำนิยามข้างต้นดังกล่าวยังคงใช้ได้ดี เพราะจนถึงทุกวันนี้วังวนรูปแบบเก่าๆ ก็ดูเหมือนว่าจะไม่ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมากมาย
ไปจากอดีตเท่าใดนัก...!!!
*****************************************************

วันอาทิตย์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2558

ศรัทธาความเชื่อมนุษย์ทิ้งได้หมด

           ช่วงที่มีโอกาสไปเดินเล่นรอบเกาะเกร็ด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ในขณะที่เดินชมทัศนียภาพต่างๆ ได้เดินผ่านต้นโพธ์ใหญ่ และให้ฉุดคิดว่าทำไมคนถึงชอบเอาพระพุทธรูปที่แตกหัก หรือศาลพระภูมิ เจ้าที่ต่างๆ ที่แตกหัก นำมาทิ้งที่ใต้ต้นโพธ์ หรือตามวัดวา อารามต่างๆ ไม่ใช่เฉพาะที่เกาะเกร็ดเท่านั้นที่ผมเอง แต่ภาพอย่างนี้ คงมีให้เห็นตามต้นโพธิ์ ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทยก็ว่าได้ จริงๆเห็นแล้ว ก็ทำให้ดูขลังดีเหมือนกัน
การนำพระพุทธรูปแตกหัก ศาลเจ้าที่พังเสียหาย มาทิ้งตามวัดหรือตามต้นไม้ใหญ่ สิ่งหนึ่งที่ผมรู้มาโดยไม่ต้องไปถามใคร คือ เป็นความเชื่อของชาวบ้านมานานแล้ว เพราะการทิ้งศาลเจ้าเก่า พระเก่าที่แตกหัก จะนำไปทิ้งตามถังขยะก็คงไม่เหมาะสม อาจมีคนไปเหยียบย่ำ ก็เลยไปไว้ใต้ต้นโพธิ์ใหญ่ เพราะอาจเห็นว่าการนำไปทิ้งใต้ต้นโพธิ์ เพราะเป็นต้นไม้ใหญ่ (แต่ไม่เคยถามต้นโพธิ์เลยว่าอยากให้ทิ้งตรงนี้ไม๊)
อย่างน้อยๆ ภาพที่ผมเห็นอยู่เบื้องหน้า พระพุทธรูปแตกหัก ศาลเจ้าพังๆ ที่ถูกนำมาทิ้งตามวัด หรือใต้ต้นโพธ์นั้น มันก็สะท้อนว่า การถูกทอดทิ้ง การทิ้งขว้างใช่ว่าจะเกิดขึ้นกับมนุษย์ด้วยกันเท่านั้น เทวดา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ที่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของมนุษย์เอง วันหนึ่งเกิดเสียหายก็ไร้การซ่อมแซม นำมาปล่อย นำมาทิ้ง ไม่ต่างจากการทิ้งสิ่งของต่างๆ ที่ไม่ต้องการแล้ว...อะไรที่หมดความหมาย "มนุษย์" ทิ้งได้หมด...!!!
******************************************

ฝันร้ายหรือฝันดี

       "ไม่มีใครรู้ว่าหนุ่มน้อยคนนี้จะนอนฝันร้ายหรือฝันดี ชีวิตเปื้อนฝุ่น คนเร่ร่อน ไร้ที่พักพิง มีอยู่จริงในสังคมไทย ดูไปดูมาบางครั้งอาจมีความสุขมากกว่าชีวิตคนที่อยู่แต่ในห้องแอร์ด้วยซ้ำไป"..เสาวรีย์ชัยฯนี้มีมนต์ขลัง
***************************************

วันพุธที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2558

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

             หลายคนอาจสงสัย คนไทยช่วงนี้ คงลืมความเป็นไทยไปแล้วหรือไง ถึงโพสต์รูปอาหารแนวญี่ปุ่น อย่าง "บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป" อยู่บ่อยๆ ลงในเฟสบุ๊คบ่อยๆ จริงๆแล้วเชื่อว่าคงไม่ได้อยากให้ดูดีเหมือนคนญี่ปุ่นหรอกครับ แต่เพราะ "บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป" มันถูก กินง่าย หาซื้อง่ายตามร้านค้าทั่วๆไป ทำให้สะดวกดี ซึ่งต้องขอบคุณ "นักธุรกิจชาวญี่ปุ่น" ท่านหนึ่ง ที่เป็นคนริเริ่มคิดค้น "บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป" เมื่อปีค.ศ. 1958 ช่วงหลังสงครามโลกครั้ง 2 ช่วงนั้นญี่ปุ่นประสบปัญหาข้าวยากหมากแพง ก็เลยมีการคิดค้นอาหารที่ราคาถูก และสะดวกในการกินนั่นเอง
     จากข้อมูลของสำนักโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า เกือบจะไม่มีคนไทยรายใดที่ไม่รู้จัก บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป  เนื่องจากเป็นอาหารยอดนิยมของคนไทยติดอันดับตลอดมา เพราะในแต่ละวัน คนไทยกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป 6-7 ล้านซอง ตกคนละประมาณ 50 ซองต่อปี โดยกลุ่มที่กินมากที่สุดจะเป็นเด็ก และวัยเรียน วัยรุ่น โดยเฉพาะเด็กหอพัก แทบจะพูดได้ว่า กินกันทุกวัน บางราย เช้า-เย็น และกินติดต่อกันเป็นเวลานาน จนกว่าจะเบื่อ แต่บางรายไม่รู้จักเบื่อ เพราะกินแทนข้าวเป็นอาหารหลักประจำไปเลย ส่วนเหตุผลที่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เป็นอาหารยอดฮิตในสังคมไทย คือ ปรุงง่ายสะดวก ไม่เสียเวลา เหมาะสำหรับคนมีเวลาน้อย และทำกับข้าวไม่เป็น หาซื้อง่ายราคาไม่แพง ที่สำคัญ มีหลากหลายยี่ห้อ แถมรสชาติมีให้เลือกตามรสนิยมของคนไทย รสชาติอร่อยเพราะผงชูรสส่วนมาก
   ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา นักโภชนาการจัดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นอาหารด้อยคุณค่า ไม่สมดุลมีแต่แป้งและผงชูรส ต่อมาทานกระแสการบริโภคที่มาแรงของคนไทยไม่ได้ จึงร่วมมือกันนำมาพัฒนาให้มีคุณค่ามากขึ้น โดยการเสริมสารอหาร 3 ชนิด ในเครื่องปรุง คือ วิตามินเอ ไอโอดีน และธาตุเหล็ก แล้วส่งเสริมการบริโภคให้ถูกหลักโภชนาการการกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปโดยเพียงแค่เติมน้ำร้อนแล้วกินเลยนั้น ถือได้ว่ากินไม่ถูกต้องโดยเฉพาะกินแบบนี้ติดต่อกันจนเป็นนิสัย ที่เห็นยิ่งไปกว่านั้น คือ ฉีกซองกินทั้งดิบๆ เป็นขนมกินเล่นการกินลักษณะนี้ติดต่อกันเป็นประจำ จะทำให้ร่างกายขาดสารอาหารได้ เพราะเท่ากับว่าได้กินเฉพาะแป้ง
   จากข้อมูลของสำนักโภชนาการ ยังระบุว่า "บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป" เมื่อนำมาปรุงจะต้องเติมไข่ หรือเนื้อสัตว์และผักลงไปทุกครั้ง อาทิ ถั่วงอก คะน้า ตำลึง ผักบุ้ง ผักกาด ที่สำคัญ ต้องไม่ลืมฉีกซองเครื่องปรุงใส่ลงในบะหมี่ทุกครั้งที่ปรุง และไม่ควรใส่น้ำมาก ใส่น้ำพอดี เวลากินจะต้องซดน้ำให้ได้มากที่สุด หมดชามยิ่งดี เพราะเท่ากับว่าเราได้สารอาหาร 3 ชนิด ไอโอดีน เหล็ก และวิตามินเอ ที่สำคัญ ไม่ควรกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปติดต่อกันเป็นประจำนานๆ ซึ่งถือว่าเป็นการกินอาหารที่ซ้ำซาก ควรกินสลับกับอาหารประเภทแป้งอื่นๆ ซึ่งกากิน "บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป" จะต้องเวลากินต้อง ปรุงให้สุก เติมเนื้อสัตว์ และผักทุกครั้ง
  และจากข้อห่วงใยในการกิน "บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป" ของสำนักโภชนาการ จริงๆแล้ว ผมมองว่าเป็นเรื่องที่ดีต่อคนที่นิยมกินอาหารแนวนี้ อย่างมาก แต่ด้วยข้อจำกัด และปัจจัยหลายๆ อย่าง บางคนคงไม่มีเวลา หรือโอกาสในการหาผัก หาหมู หรืออะไรต่างๆ มาใส่ตามที่แนะนำหรอก เพราะอาจจะเกินงบประมาณของมื้อนั้นๆ และบางครั้งอาจเป็นเรื่องที่ยุ่งยากเพิ่มขึ้น เพราะถ้าจะให้หาผัก หาหมู ที่ว่ามาใส่เพิ่ม สู้เดินไปร้านก๋วยเตี๋ยว บะหมี่ เกี๋ยวหมูแดง ใกล้ๆหอพัก หรือบ้าน น่าจะสะดวกมากกว่า บวก ลบ คูณ หาร เพิ่มเงินอีกหน่อย ก็คงสะดวกกว่า อร่อย และอิ่มมากกว่า ที่สำคัญ เชื่อว่าหากยุคใดสมัยไหน ยอดขายของ "บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป" เกิดขายดิบขายดี ก็อาจเป็นเครื่องชี้วัดเศรษฐกิจ หรืออะไรหลายๆอย่างได้เป็นอย่างดีครับ...???
*****************************************