วันพุธที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2558

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

             หลายคนอาจสงสัย คนไทยช่วงนี้ คงลืมความเป็นไทยไปแล้วหรือไง ถึงโพสต์รูปอาหารแนวญี่ปุ่น อย่าง "บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป" อยู่บ่อยๆ ลงในเฟสบุ๊คบ่อยๆ จริงๆแล้วเชื่อว่าคงไม่ได้อยากให้ดูดีเหมือนคนญี่ปุ่นหรอกครับ แต่เพราะ "บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป" มันถูก กินง่าย หาซื้อง่ายตามร้านค้าทั่วๆไป ทำให้สะดวกดี ซึ่งต้องขอบคุณ "นักธุรกิจชาวญี่ปุ่น" ท่านหนึ่ง ที่เป็นคนริเริ่มคิดค้น "บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป" เมื่อปีค.ศ. 1958 ช่วงหลังสงครามโลกครั้ง 2 ช่วงนั้นญี่ปุ่นประสบปัญหาข้าวยากหมากแพง ก็เลยมีการคิดค้นอาหารที่ราคาถูก และสะดวกในการกินนั่นเอง
     จากข้อมูลของสำนักโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า เกือบจะไม่มีคนไทยรายใดที่ไม่รู้จัก บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป  เนื่องจากเป็นอาหารยอดนิยมของคนไทยติดอันดับตลอดมา เพราะในแต่ละวัน คนไทยกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป 6-7 ล้านซอง ตกคนละประมาณ 50 ซองต่อปี โดยกลุ่มที่กินมากที่สุดจะเป็นเด็ก และวัยเรียน วัยรุ่น โดยเฉพาะเด็กหอพัก แทบจะพูดได้ว่า กินกันทุกวัน บางราย เช้า-เย็น และกินติดต่อกันเป็นเวลานาน จนกว่าจะเบื่อ แต่บางรายไม่รู้จักเบื่อ เพราะกินแทนข้าวเป็นอาหารหลักประจำไปเลย ส่วนเหตุผลที่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เป็นอาหารยอดฮิตในสังคมไทย คือ ปรุงง่ายสะดวก ไม่เสียเวลา เหมาะสำหรับคนมีเวลาน้อย และทำกับข้าวไม่เป็น หาซื้อง่ายราคาไม่แพง ที่สำคัญ มีหลากหลายยี่ห้อ แถมรสชาติมีให้เลือกตามรสนิยมของคนไทย รสชาติอร่อยเพราะผงชูรสส่วนมาก
   ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา นักโภชนาการจัดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นอาหารด้อยคุณค่า ไม่สมดุลมีแต่แป้งและผงชูรส ต่อมาทานกระแสการบริโภคที่มาแรงของคนไทยไม่ได้ จึงร่วมมือกันนำมาพัฒนาให้มีคุณค่ามากขึ้น โดยการเสริมสารอหาร 3 ชนิด ในเครื่องปรุง คือ วิตามินเอ ไอโอดีน และธาตุเหล็ก แล้วส่งเสริมการบริโภคให้ถูกหลักโภชนาการการกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปโดยเพียงแค่เติมน้ำร้อนแล้วกินเลยนั้น ถือได้ว่ากินไม่ถูกต้องโดยเฉพาะกินแบบนี้ติดต่อกันจนเป็นนิสัย ที่เห็นยิ่งไปกว่านั้น คือ ฉีกซองกินทั้งดิบๆ เป็นขนมกินเล่นการกินลักษณะนี้ติดต่อกันเป็นประจำ จะทำให้ร่างกายขาดสารอาหารได้ เพราะเท่ากับว่าได้กินเฉพาะแป้ง
   จากข้อมูลของสำนักโภชนาการ ยังระบุว่า "บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป" เมื่อนำมาปรุงจะต้องเติมไข่ หรือเนื้อสัตว์และผักลงไปทุกครั้ง อาทิ ถั่วงอก คะน้า ตำลึง ผักบุ้ง ผักกาด ที่สำคัญ ต้องไม่ลืมฉีกซองเครื่องปรุงใส่ลงในบะหมี่ทุกครั้งที่ปรุง และไม่ควรใส่น้ำมาก ใส่น้ำพอดี เวลากินจะต้องซดน้ำให้ได้มากที่สุด หมดชามยิ่งดี เพราะเท่ากับว่าเราได้สารอาหาร 3 ชนิด ไอโอดีน เหล็ก และวิตามินเอ ที่สำคัญ ไม่ควรกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปติดต่อกันเป็นประจำนานๆ ซึ่งถือว่าเป็นการกินอาหารที่ซ้ำซาก ควรกินสลับกับอาหารประเภทแป้งอื่นๆ ซึ่งกากิน "บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป" จะต้องเวลากินต้อง ปรุงให้สุก เติมเนื้อสัตว์ และผักทุกครั้ง
  และจากข้อห่วงใยในการกิน "บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป" ของสำนักโภชนาการ จริงๆแล้ว ผมมองว่าเป็นเรื่องที่ดีต่อคนที่นิยมกินอาหารแนวนี้ อย่างมาก แต่ด้วยข้อจำกัด และปัจจัยหลายๆ อย่าง บางคนคงไม่มีเวลา หรือโอกาสในการหาผัก หาหมู หรืออะไรต่างๆ มาใส่ตามที่แนะนำหรอก เพราะอาจจะเกินงบประมาณของมื้อนั้นๆ และบางครั้งอาจเป็นเรื่องที่ยุ่งยากเพิ่มขึ้น เพราะถ้าจะให้หาผัก หาหมู ที่ว่ามาใส่เพิ่ม สู้เดินไปร้านก๋วยเตี๋ยว บะหมี่ เกี๋ยวหมูแดง ใกล้ๆหอพัก หรือบ้าน น่าจะสะดวกมากกว่า บวก ลบ คูณ หาร เพิ่มเงินอีกหน่อย ก็คงสะดวกกว่า อร่อย และอิ่มมากกว่า ที่สำคัญ เชื่อว่าหากยุคใดสมัยไหน ยอดขายของ "บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป" เกิดขายดิบขายดี ก็อาจเป็นเครื่องชี้วัดเศรษฐกิจ หรืออะไรหลายๆอย่างได้เป็นอย่างดีครับ...???
*****************************************

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น